นิทานสอนใจ : แม่ผัว VS ลูกสะใภ้ พฤศจิกายน 1, 2009
Life & Family – Manager Online.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้โทรศัพท์ไปหาเพื่อนของผมคนหนึ่งที่บ้าน
โดยภรรยาเขาเป็นผู้รับสาย ผมได้ทราบว่าเพื่อนผมไม่อยู่ไปราชการต่างจังหวัดหลายวัน
ด้วยความคุ้นเคยที่ ทั้งคู่ต่างเป็นเพื่อนร่วมสถาบันเดียวกับผม
ทำให้ผมเลยได้มีโอกาสพูดคุยทำนองปรับทุกข์
กับภรรยาของเขา เป็นเวลานาน
เธอเล่าให้ผมฟังว่าหลังจากที่เธอแต่งงานกับเพื่อนผม
และเธอได้ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านของครอบครัวสามี
ซึ่งมีคุณแม่ของสามีอาศัยอยู่ด้วย เธอรู้สึกอึดอัดมาก
ปัญหาโลกแตกที่เกิดขึ้นระหว่างแม่สามีและลูกสะใภ้
ที่มักเคยปรากฏตามหนังสือ นวนิยาย หรือละครโทรทัศน์ก็เกิดขึ้นกับเธอ
ทำให้เธอรู้สึกไม่ชอบแม่สามีเอามากๆ
เธอรู้สึกว่านางเป็นคนแก่ที่จู้จี้ ขี้บ่นและน่ารำคาญเป็นที่สุด
ตัวเธอมีเรื่องทะเลาะกับแม่สามีได้ไม่เว้นแต่ละวัน
ทำให้เธอคิดที่จะแยกออกไปอยู่ต่างหากฉับสามีภรรยา
เพื่อให้พ้นหูพ้นตาแม่สามี ไปเสีย
เธอเอ่ยถามเพื่อขอความเห็นจากผมในฐานะเพื่อน
ผม เข้าใจความรู้สึกของทุกฝ่ายเป็นอย่างดีเลยขอให้คำแนะนำเธอ
ด้วยการเล่านิทาน ให้เธอฟังเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้
เหมือนอย่างที่เธอกำลังประสบอยู่ การที่แม่สามีและลูกสะใภ้ต้องทะเลาะ
มีปากเสียงกันอยู่เสมอทำให้ ผ่ายชายซึ่งเป็นสามีและเป็นลูกได้แต่เอามือกุมขมับ
พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เพราะนั่นก็แม่นี่ก็เมีย
เลยมักที่จะหลบหน้าออกไปทำงานให้ไกลๆ
จะได้ไม่ต้องมา รับรู้ปัญหาระหว่างแม่และเมีย

แล้ว วันหนึ่งก็เกิดปัญหาทะเลาะกันอย่างที่เคย
ตัวภรรยาเองรู้สึกแค้นแม่ของสามีมากจึงตัดสินใจวางแผน
ที่จะฆ่าแม่สามีให้ตาย เธอจึงเดินทางไปหาเพื่อนพ่อของเธอ
ที่เป็นพ่อค้าขายสมุนไพร และเอ่ยปากขอให้เจ้าของร้านจัดยาพิษให้
เพื่อเธอจะได้วางยาฆ่าแม่สามีให้ตาย สมใจปรารถนา
เจ้าของร้านได้นำเอาผงสมุนไพรมาให้เธอถุงหนึ่งและบอกเธอว่า
มันจะช่วยแก้ ปัญหาให้กับเธอได้อย่างแน่นอน
แต่ผงสมุนไพรนี้จะต้องถูกนำไปผสมกับอาหารที่แม่สามีชอบ
และต้องให้ทุกมื้ออย่างสม่ำเสมอไม่ให้ขาด
ที่สำคัญคือเธอต้องเป็นผู้วางยานี้ด้วยตนเอง

เขา ขอให้เธอทำดีกับแม่สามีเพื่อให้เธอตายใจ
อย่าไปชวนทะเลาะ หรือขัดใจ เพื่อให้แม่สามียอมรับประทาน
อาหารที่เธอจัดให้จนหมดโดยพงสมุนไพรนี้จะออก ฤทธิ์ที่ละน้อยๆ
ให้แม่สามีค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ และไร้ร่องรอย
ลูกสะใภ้ดีใจและรีบนำยาพิษนั้นกลับไปผสมอาหารให้แม่สามีทานทุกมื้อ
เธอพยายามปรุงอาหารคาวหวานที่ล้วนเป็นของชอบ
เป็นอาหารโปรดของแม่สามี ในขณะเดียวกันเธอก็พยายามเอาใจ
ด้วยการขยันทำงานบ้านไม่เถียงไม่ทะเลาะกับแม่สามีอีก
เธอพยายามทำดีกับแม่สามีเพื่อที่จะไม่ให้มีใครสงสัย
โดยคิดอยู่เสมอว่าอย่างไรเสียแม่ของสามีจะต้องตายอย่างแน่นอน

แต่ พอทำดีกับแม่สามีไปนานวันเข้า เธอเริ่มมองเห็นความดีของแม่สามี
ซึ่งนอกจากจะไม่ด่าไม่ว่าเธออีกต่อไปแล้ว
หลายๆ ครั้งนางยังช่วยเธอทำงานบ้าน
แถมยังแอบไปชมเธอให้บรรดาเพื่อนบ้านฟังอยู่เรื่อยๆ
ตัวสามีเองเมื่อเห็นว่าบ้านมีความสงบก็ไม่ออกไปไหนไกลๆ
กลับบ้านทุกเย็นได้อยู่พูดคุยกันด้วยความสนุกสนานทั้งสามคน
ครั้นแล้วตัวลูกสะใภ้เองเริ่มรู้สึกว่าบ้านมีความสุข
เธอก็รู้สึกผิดไม่สบายใจและรีบไปที่ร้านสมุนไพรอีกครั้งหนึ่ง
เพื่อขอยาแก้ พิษก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้นกับแม่สามีและสามีจะรู้

ที่ร้านขายยาเจ้าของร้านบอกกับเธอว่า ไม่มียาแก้พิษหรอก……
เมื่อเธอได้ยิน ถึงกับหน้าซีด เธอดูผิดหวังและเสียใจอย่างมาก
แต่เจ้าของร้านก็พูดต่อว่า ความจริงแล้วผงสมุนไพรที่ให้ไป
มันเป็นยาบำรุงไม่ใช่ยาพิษตามที่เข้าใจ
เพราะจริงๆ แล้วยาพิษนั้นมันอยู่ในใจของเธอ
อันได้แก่ความพยาบาท ความเกลียดชัง ทิฐิ และการเห็นแก่ตัว
ซึ่งเธอได้ถอนออกจากใจของเธอจนหมดแล้ว
การตอบแทนความเกลียดชังด้วยความเกลียด
นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว
ยังทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นในจิตใจของคนเราอีกด้วย…….
พอผมเล่าจบเธอก็ไม่ได้เอ่ยปากขอความเห็นอะไรจากผมอีก
ผมเข้าใจว่าหลังจากเธอวางสายไปเธอคงเข้าใจว่า
หากเธอต้องการความรักความเข้าใจจากใครก็ตาม
สิ่งที่เธอต้องมีและให้กับคนนั้นก่อนก็คือความรักและความเข้าใจ
และด้วยการแสดงออกของความรักและความเข้าใจ
ของสมาชิกทุกๆ คนในครอบครัวนี้
จะเป็นวิธีการในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวได้ทุกๆ เรื่อง
หาก เราพบความขัดแย้ง ความเกลียดชัง
หรือความไม่ดีไม่งามในชีวิต การตอบโต้กับความขัดแย้ง
ความเกลียดชัง และความไม่ดีไม่งาม
ด้วยความอาฆาตพยาบาทนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว
ยังทำให้เกิดปัญหาที่รุนแรง มากยิ่งขึ้นอีก
จงจำไว้ว่า หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่างๆ ให้ดีขึ้น
เราต้องพยายามที่จะคิดว่าเราจะสร้างความดี
และมอบความรักให้กันให้ มากขึ้นได้อย่างไร?…..?
ขอขอบคุณเรื่องเล่าดีๆ จาก love4home

เลือกคน-ใช้คนแบบ “ธนินท์” ตุลาคม 30, 2009

เลือกคน-ใช้คนแบบ “ธนินท์”
> คอลัมน์ คมคนคมคิด
> โดย จรัญ ยั่งยืน
>
“คนที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงไม่ควรมองที่จุดด้อยของคนอื่น
แล้วมองแต่จุดเด่นของตัวเอง เพราะว่าถ้าพยายามมองจุดด้อยของคนอื่น
ก็จะคิดว่าตัวเองเก่งอยู่ทุกครั้งทุกทีไป จึงไม่ได้มีความพยายามปรับตัว
เราต้องมองจุดเด่นของคนอื่น แล้วหาทางใช้จุดเด่นของเขาให้เป็นประโยชน์
จึงสามารถทำงานใหญ่ได้”
>
> เป็นสิ่งที่ “ธนินท์ เจียรวนนท์” มักกล่าวกับผู้บริหาร
และผู้ร่วมงานในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) อยู่เสมอ
>
> โดยเขามีหลักการในการบริหารคนและองค์กรที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
>
> “องค์กรที่ดีต้องประกอบด้วยคน 4 รุ่น
คือ รุ่นอายุ 50 ปี รุ่นอายุ 40 ปี รุ่นอายุ 30 ปี
และรุ่นอายุหนุ่มสาวที่เพิ่งจบ การศึกษา
เพราะคนเราต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย
เก่งอย่างไรก็ต้องมีวันหยุด เมื่อหยุดแล้วจะหาใครมาทดแทน
เราต้องมีการสร้างคนอีก 3 รุ่นลงมารองรับไว้ก่อน”
>
> “ธนินท์” มีเหตุผลว่าธุรกิจจะดำเนินไปได้
หรือขยายตัวได้และจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่คน
ทุกอย่างล้วนมาจากคน เงินก็มาจากคน
เทคโนโลยีก็มาจากคน
>
> “ผมถือว่าคนเป็นทรัพยากรสำคัญที่ล้ำค่า
อันเป็นหัวใจของทุกองค์กร เราจึงต้องมีคนที่มีความรับผิดชอบสูง
มีความมานะพยายาม มีความรู้ความสามาถ
และมีความซื่อสัตย์สุจริตอยู่ในองค์กรให้มากๆ
จึงจะสามารถนำองค์กรหรือบริษัทไปสู่ความสำเร็จได้”
>
> หากบริษัทอยากจะเจริญก้าวหน้าอย่างไม่สิ้นสุด
ก็ต้องพัฒนาคนไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน ต้องสร้างคนให้มีคุณภาพ
เมื่อมีประสิทธิภาพก็เกิดประสิทธิ ผลในการทำงาน
ซึ่งสร้างประโยชน์ทั้งต่อบริษัท และสังคม
ไม่มีอะไรที่ให้สังคมได้ดีที่สุด
เท่ากับการพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถ
>
> “ธนินท์” ให้ความสำคัญกับคนที่มีความรับผิดชอบสูง
มีความอดทนเยี่ยม มีความซื่อสัตย์สุจริต
และมีความขยันหมั่นเพียรก่อน แม้เขาชอบคนที่เก่งๆ
แต่เขากลับเลือก “คนเก่ง” อยู่ในลำดับสุดท้าย
> เหตุผลคือ หาก “คน” มี 4 ประการแรกแล้ว
สามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นคนเก่งได้
> “มนุษย์เราทุกคนมีความสำเร็จอยู่ในตัวเองทั้งนั้น
ชีวิตคนทุกคนต้องมีจุดเด่นที่สามารถนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ อย่าเป็นคนที่เหลิง หลงตัวเองว่าเก่ง
เพราะวันนี้เก่ง พรุ่งนี้อาจจะไม่เก่งก็ได้
อาจจะมีคนเก่งกว่าเราก็ได้ และถ้าเราเหลิงจะมีแต่ถอยหลัง
อย่าลืมว่าโลกของเรามีแต่จะก้าวไปข้างหน้า”
>
> ผู้บริหารที่จะประสบความสำเร็จนั้น
นอกจากตัวเองจะมีความรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ
อย่างถูกจังหวะ รวมถึงมองการณ์ไกลแล้ว
ยังต้องได้รับความร่วมมือจากพนักงานในระดับปฏิบัติการ
อย่างเต็มความสามารถ นั่นคือการเป็นเจ้านายที่ดี
ต้องอย่าทำตัวเหมือน “นก” แต่ให้เป็นเหมือน “หนอน”
>
> เพราะการทำตัวเหมือน “นก”
ก็มักแต่ชอบบินสูงอยู่บนฟากฟ้า คิดว่าตัวเองเหนือผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งบางครั้งก็อยู่สูงเกินไปจนมองไม่เห็นความเป็นไปบนพื้นดิน
>
> และการที่ ซี.พี.แตกบริษัทย่อย
แบ่งกลุ่มธุรกิจออกไป 9 กลุ่ม เช่น กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม
กลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และเคมีเกษตร
กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ นั้น
ก็เป็นวิธีการกระจายอำนาจ กระจายหน้าที่ความรับผิดชอบ
กระจายความเสี่ยง และการสร้างคน
>
> “ผมมองคนอื่นว่าเก่งกว่าผมเสมอ
ผมไม่เคยมองใครว่าเก่งสู้ผมไม่ได้ สำหรับคนที่ทำงาน กับเรา
ผมยึดหลักว่าจะต้องเปิดโอกาสให้เขาแสดงความสามารถ
เมื่อใครแสดงความสามารถออกมา
เราจะต้องส่งเสริมสนับสนุนเขาให้มีตำแหน่งสูงๆ ขึ้นไป
เราต้องพยายามรักษาเขาให้อยู่กับเรานานที่สุด
เราจะต้องสร้างคนที่มีความสามารถให้เกิดขึ้นมากๆ”
>
> นอกจากนี้ “ธนินท์” ยังยึดคติพจน์
“ความล้มเหลวคือแม่ของความสำเร็จ”
>
> “ผมชอบคนที่ทำงานเสียหายแล้วรู้ว่าเสียหายอย่างไร
และผมจะให้โอกาสเขาแก้ตัวใหม่ แต่ถ้าทำเสียหายแล้ว
บอกว่าทำดีที่สุดแล้ว ทำถูกต้องแล้ว แถมยังโยนความผิดไปให้คนอื่น
คนอย่างนี้ผมไม่กล้าใช้ให้ทำงานอีกต่อไป”
>
> ยิ่งการจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น
“ธนินท์” มีมุมมองที่น่าสนใจ
>
> “การที่จะทำอะไรให้สำเร็จ อย่าเพิ่งไปคิดว่า
เรามีกำไรเท่าไหร่ เราจะได้ผลประโยชน์อะไร
เราน่าจะคิดว่างานชิ้นนี้เรามีโอกาสทำได้ดีที่สุดหรือเปล่า
แล้วทำสำเร็จได้หรือไม่ เราจะทำงานชิ้นนี้ให้ดีที่สุด
เราต้องทำให้ดีกว่าคนอื่น แล้วความสำเร็จจะตามมา”
>
> เป็นส่วนหนึ่งใน “มุมคิด” เรื่องคนของ “ธนินท์”
ซึ่งหยิบมาจากหนังสือ “36 กลยุทธ์ ธนินท์ เจียรวนนท์”
เรียบเรียงโดยวิจักษณ์ วรบัณฑิตย์
>
> และเป็นมุมที่องค์กรต่างๆ มิควรมองข้าม
เพราะมันคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้ ซี.พี.
เติบโตเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกธุรกิจเมืองไทย
โหงวเฮ้งรูจมูก ตุลาคม 15, 2009
รูจมูกอย่างไร – ลักษณะนิสัยอย่างไร
แบบที่ 1 รูจมูก 4 เหลี่ยมจัดตุรัส
มีความเชื่อมั่นตนเอง ออกจะดื้อรั้น
เวลาสนทนากันจะไม่ค่อยยอมใคร
แบบที่ 2 รูจมูกแบบ 4่ เหลี่ยมยาวตรงรีตั้ง
หรือ 4 เหลี่ยมผืนผ้าตั้ง
เป็นคนนิสัย จิตใจหยาบกระด้าง
แต่เด็ดเดี่ยว
มีความเป็นตัวของตัวเองสูง
ยึดเหตุผลตัวเองเป็นหลักใหญ่
บางครั้งก็ตัดสินใจถูกผิดโดยพลการ
มักเสียเงินเสียทอง
เงินทองมักเก็บไม่ค่อยอยู่
วัยชรามักอยู่โดดเดี่ยว
แบบที่ 3 รูจมูกแบบ 4 เหลี่ยมยาวตรงรีนอน
หรือ 4 เหลี่ยมผืนผ้านอน
(ยาวนอนในลักษณะนี้คือเรียวและรูปทรงขวาง)
จะเก็บเงินไม่อยู่ เป็นรูจมูกที่เหมือนกับรูจมูกสี่เหลี่ยม
แบบที่ 4 รูจมูกแบบเลข 8 จีน
มีความคล่องตัวในการทำมาหากิน
ทรัพย์สินหาคล่อง
ทว่า รายจ่ายก็มีรอบด้านเหมือนกัน
จึงมักเก็บทรัพย์สินไม่ค่อยอยู่
แบบที่ 5 รูจมูกแบบ 3 เหลี่ยมตั้งขึ้น
ลักษณะนิสัยจะละโมภ โลภหลง
มีความปรารถนาอยากได้สิ่งต่าง ๆ สูง
เก็บความลับไม่อยู่
แบบที่ 6 รูจมูกแบบ 3 เหลี่ยมคว่ำลง
รู้จักใช้สอย ขี้เหนียว หรือตรงกันข้ามกับแบบที่ 5
บางคนก็อาจจะใจแคบ ขาดความเมตตา
แบบที่ 7 รูจมูกกลม
เจ้าความคิด มีความคิดริเริ่มเป็นของตัวเอง
ไม่ชอบเอาอย่างใคร แถมขี้เหนียว แต่ก็รู้จักใช้จ่ายนะ
แบบที่ 8 รูจมูกแบบ 3 เหลี่ยมไข่ตั้ง
ไม่ชอบเอาอย่างใคร ชอบการเสี่ยงโชค
ชอบผจญภัย ชอบการเปลี่ยนแปลง
แบบที่ 9 รูจมูกแบบกลมรีนอนหรือไข่นอน
ลักษณะนิสัยจะเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ จะไม่ขยันเท่าไหร่
ทำนองเช้าชามเย็นชาม ไม่ค่อยดิ้นรน แต่ใฝ่สูงนะ
อนึ่ง รูจมูกในแบบไข่นอนนี้
บางท่านก็อาจจะมีแบบไข่นอนออกด้านข้าง
ดั่งรูปที่ 9A เหมือนกัน
ซึ่งความหมายก็เช่นเดียวกัันกับแบบที่ 9
จากรูปแบบรูจมูกทั้ง 9 แบบนี้
บางคนก็มีลักษณะผสม
คือ ซ้ายแบบหนึ่ง ขวาแบบหนึ่ง
หรือบางคนก็มีในลักษณะใกล้เคียง
คือ อาจจะไม่กลมมาก หรืออาจจะไม่แหลมมาก
หรืออาจจะไม่เรียวมาก ทั้งนี้ก็ใช้เกณฑ์การตัดสินใจ
ในลักษณะเทียบเคียงหรือให้ดูใกล้เคียงที่สุดว่า
เหมือนในรูปแบบใด หรือไม่แน่ใจก็ถามผู้รู้ด้านโหงวเฮ้งดูก็ได้
- image0101
- image0111
- image0121
- image0131
- image0042
- image0052
- image0062
- image0072
- image0082
- image0092
- image0102
- image0112
- image0122
แฟชั่น Recycle ตุลาคม 9, 2009

งานประดิษฐ์ จากกระดาษใบปลิว
หรือจากหนังสือแมกกาซีน ต่างๆ

สวยๆ แบบนี้เอามาประกอบเป็นอะไร
ที่ใช้ประโยชน์ได้มากกว่านี้อีก
ทราบรึเปล่าคะ

นี่ไง.. ชุดราตรีสวยๆ
ที่มีชื่อว่า Fan Mail Dress
จาก Project Recycle Runway
โดยคุณ Nancy Judd ค่ะ

Mind Map ตุลาคม 3, 2009

เด็กๆ สมัยนี้ ถูกสอนให้ใช้เทคนิคการเรียนรู้
ด้วยการใช้วิธี “Mind Map”
ซึ่งก็คือการสื่อสารความคิดออกมาเป็นรูปภาพ
แม่ๆ อย่างเราก็ต้องคอยใฝ่หาความรู้
.. ตามหลังลูกไปด้วย
อิอิ 

การใช้เทคนิค Mind Map
จะช่วยให้การทำความเข้าใจกับการอ่าน
การเรียนทำได้ง่ายขึ้นโดยการจับใจความสำคัญของสิ่งที่อ่านไปแล้ว
การเรียบเรียงความคิดสามารถแสดงออกมาเป็นรูปภาพให้เห็นได้
เมื่อเขียนหรือแสดงออกมาด้วยรูปภาพหรือสัญลักษณ์ต่างๆ
แล้วสามารถช่วยให้เด็ก (หรือผู้ใหญ่เองก็ตาม) จดจำในเรื่องนั้นๆ ได้
ได้ข้อแนะนำจาก www jcu.edu.au
จึงเอามาขยายความไว้ ให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนี้ค่ะ

เริ่มต้นด้วย
1. การ SKIM
ซึ่งก็คือการอ่านบทความนั้นๆ ตั้งแต่ คำนำ บทสรุป และหัวข้อย่อย
รวมไปถึงภาพประกอบ หรือ ตารางต่างๆ แล้วจับใจความสำคัญ
ต่อมาก็คือการอ่าน 2. READ
โดยการอ่านทุกอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วน
รวมทั้งการอ่านทบทวน ในส่วนที่ไม่แน่ใจ หรือไม่เข้าใจ

แล้วจุดสำคัญ ก็มาถึง คือ ขั้นที่ 3. Mind Map
ซึ่งก็คือ การทำแผนภูมิความคิด
โดยรวบรวมจากความทรงจำ
ต่อมาก็คือ ข้อ 4. STUDY
ศึกษาสิ่งที่บันทึกจากตัวหนังสือมาเป็นรูปภาพ
ที่มีสัญญลักษณ์ที่ทำขึ้นมานั้นให้เข้าใจอย่างถ่องแท้
และสามารถอธิบายแผนภูมิที่ทำไว้ได้โดยไม่มีช่องโหว่
ข้อสุดท้าย 5. Personalise
คือการตกแต่งด้วยสีสัน และสัญลักษณ์ เพื่อแยกให้เห็นเด่นขัด
และที่สำคัญ ก็คือ การตั้งคำถาม ที่มีคำตอบ
และคำตอบทุกคำตอบ จะโยงไปถึงคำถามทุกคำถามได้
(แสดงว่าเราแม่นในเรื่องที่เราทำแผนภูมิความคิดในแต่ละเรื่องนั้น)

คนที่คิดเรื่อง Mind Map ขึ้นมาคือชาวอังกฤษ ชื่อ โทนี บูซาน
โทนี เป็นคนที่สนใจศึกษาถึงเรื่องการทำงานของสมองมนุษย์
เมื่อ 30 ปีก่อนนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันพบว่า
สมองของมนุษย์ 2 ซีก และถนัดในการทำงานต่างกัน
ซีกซ้ายจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีต่าง ๆ เหตุผล ตัวเลข/ตัวอักษร
สัญลักษณ์ ตรรกะ ลำดับ การวิเคราะห์
ส่วนซีกขวาคือเรื่อง จังหวะ จินตนาการ
ภาพ มิติ สี ภาพรวม การสังเคราะห์

แต่กระบวนบวนการเรียนการสอนในปัจจุบัน
ฝึกให้เราใช้สมองซีกซ้ายเพียงข้างเดียว
คือจำแต่ตัวหนังสือ อ่านแต่ตัวหนังสือ
เราจึงไม่ได้ใช้สมองทั้งสองส่วนอย่างเต็มที่
เมื่อจบการศึกษามาทำงาน
.. เราก็ยังคงถนัดแต่การใช้สมองซีกซ้ายอยู่ตามเดิม

โทนีสังเกตว่า คนที่เรียนเก่ง ๆ
จะมีวิธีการจดบันทึกที่ไม่เหมือนคนทั่วไป
คือ แทนที่จะเริ่มเขียนจากมุมซ้ายของกระดาษเป็นแถว ๆ ไป
จนจบบรรทัดแล้วขึ้นบรรทัดใหม่
แต่คนเหล่านี้จะเลือกการใช้คำหรือประเด็นหลัก ๆ
หรือภาพแทนประโยคยาว ๆ
เขาจึงพัฒนาแนวความคิดนี้ขึ้นมา

Mind Map
ก็คือ การใช้สมองทั้งสองส่วนมาทำงานร่วมกัน
ใช้ภาพและสีสันต่าง ๆ เป็นจุดสนใจ ทำให้เราจำได้ง่ายขึ้น
และทำให้เรื่องน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องสนุก
จึงเป็นผลให้สมองทำงานได้ดีขึ้น
และปัจจุบันการใช้ Mind Map นี้
ก็เป็นที่นิยมไปทั่วโลก
มีคนใช้วิธีการนี้ทั้งในด้านการเรียนและการทำงาน
เป็นจำนวนกว่า 250 ล้านคน

ขอให้มีความสุข และสนุกกับการเรียนรู้ค่ะ 











































